วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

บทที่ 3 แหล่งสารสนเทศและทรัพยากรสารสนเทศ

แหล่งสารสนเทศ(Information Sources)
1. แหล่งสารสนเทศ คือ แหล่งที่ผู้ใช้สารสนเทศสามารถแสวงหาสารสนเทศที่ต้องการได้  
2. แหล่งสารสนเทศ คือ แหล่งที่เกิด, แหล่งผลิต หรือแหล่งที่เป็นศูนย์รวมทรัพยากรสารสนเทศ ในรูปแบบที่หลากหลายไว้ให้บริการค้นคว้าสำหรับผู้ที่ต้องการสารสนเทศ
3. สถานที่/ ที่  ที่มีสารสนเทศสะสมอยู่ และเปิดโอกาสให้บุคคลสามารถเข้าใช้สารสนเทศเหล่านั้นได้


ประเภทของแหล่งสารสนเทศ
   1. แหล่งสารสนเทศสถาบัน หมายถึง 
   ห้องสมุด (Library) คือ สถานที่รวมทรัพยากรสารสนเทศสาขาวิชาต่าง ๆ ที่อยู่ในรูปของวัสดุตีพิมพ์และวัสดุไม่ตีพิมพ์ รวมทั้งฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยมีบรรณารักษ์เป็นผู้บริหารงาน และดำเนินงานต่าง ๆ เพื่อให้บริการแก่ผู้ใช้ห้องสมุด
        ศูนย์สารสนเทศ (Information Center) แหล่งสารสนเทศประเภทนี้แต่ละแหล่งมีชื่อต่าง ๆ กัน อย่างไรก็ตามล้วนมีจุดมุ่งหมายเพื่อบริการสารสนเทศเฉพาะสาขาวิชา เช่น ห้องสมุดมารวย(ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย)
      2. แหล่งสารสนเทศบุคคล หมายถึง ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ผู้มีประสบการณ์  ผู้สร้างสรรค์ผลงาน อาจเรียกบุคคลเหล่านี้ว่า ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ปราชญ์ชาวบ้านฯลฯ 
        การเข้าถึง(access) แหล่งสารสนเทศบุคคล คือ การพูดคุย ถาม-ตอบ สัมภาษณ์ ด้วยช่องทางต่าง ๆเช่น สอบถามส่วนบุคคล โทรศัพท์ อีเมล์ จดหมาย อื่นๆ
      3. แหล่งสารสนเทศสื่อมวลชน  เป็นแหล่งสารสนเทศที่มุ่งเผยแพร่สารสนเทศ ข่าวสาร เหตุการณ์ปัจจุบัน เหตุการณ์สำคัญ เรื่องราวต่างๆ ต่อประชาชน โดยเน้นข่าวสารเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่ๆ รวมทั้งสาระความรู้ในเรื่องต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ โดยวิธีการแพร่กระจายเสียง ภาพ และตัวอักษร ผ่านสื่อประเภทโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์
   4. แหล่งสารสนเทศอินเทอร์เน็ต เป็นแหล่งสารสนเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย สำนักข่าวสาร และสมาคมวิชาชีพ ต่างก็จัดทำข้อมูลประชาสัมพันธ์ออกมาเผยแพร่เป็นจำนวนมาก จึงทำให้อินเทอร์เน็ตมีข้อมูลและสารสนเทศมากมาย


การเลือกใช้แหล่งสารสนเทศ
   1. มีความสะดวกในการเข้าใช้ อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งที่เข้าใช้ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว โดยไม่จำกัดเวลาและสถานที่ เพียงแต่ผู้ใช้ต้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์และเข้าถึงแหล่งความรู้เป็น ห้องสมุดก็เป็นแหล่งที่มีความสะดวกในการเข้าใช้ จัดตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นศูนย์กลาง และเปิดให้บริการตามเวลาที่กำหนด
   2. เป็นแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือ ห้องสมุดเป็นแหล่งสารสนเทศที่มีความน่าเชื่อถือมากกว่าแหล่งบุคคลและอินเทอร์เน็ต เนื่องจากมีวิธีการคัดเลือก จัดหา จัดเก็บ ทรัพยากรสารสนเทศอย่างเป็นระบบ และมุ่งเน้นให้บริการสารสนเทศที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้อย่างสะดวก รวดเร็ว ทำให้ผู้ใช้ประหยัดเวลาในการค้นหาสารสนเทศ ในขณะที่อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือน้อยกว่าห้องสมุด เนื่องจากมีการเผยแพร่ความรู้จำนวนมากที่ขาดการกลั่นกรองเนื้อหา ดังนั้นการใช้เว็บไซต์ต่างๆจึงควรมีความระมัดระวัง ควรเลือกเว็บไซต์เป็นของสถาบันต่างๆที่น่าเชื่อถือมากกว่าเว็บไซต์ของบุคคล หรือหน่วยงานที่ไม่รู้จักชื่อเสียงในการเลือกใช้
         กรณีที่ใช้แหล่งสารสนเทศบุคคล ควรคำนึงถึงผู้ที่มีชื่อเสียงคุณวุฒิ หรือประสบการณ์ที่เป็นที่ยอมรับกว้างขวางในแต่ละระดับอาจเป็นระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ 
   3. มีความสอดคล้องกับลักษณะของเนื้อหาสารสนเทศที่ต้องการ
   4. ระมัดระวังเรื่องความทันสมัยของเนื้อหาที่นำเสนอ สื่อมวลชน เป็นแหล่งที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร เหตุการณ์ที่เป็นปัจจุบัน ดังนั้น ข้อมูลข่าวสาร ที่เผยแพร่จึงล้าสมัยเร็ว เช่น ราคาทองคำ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตัวเลขทุกวัน ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องพิจารณา วัน เดือน ปี ของการพิมพ์ การผลิต หรือเผยแพร่สารสนเทศด้วย


ทรัพยากรสารสนเทศ(Information Resources)


ทรัพยากรสารสนเทศ หมายถึง สื่อที่ใช้ในการบันทึกข้อมูลความรู้ในเรื่องต่างๆ โดยมีลักษณะเป็น ข้อความ ภาพ เสียง 
ดังนั้นทรัพยากรสารสนเทศจึงเปรียบเสมือนตัวกลางที่ใช้ในการแพร่กระจายความรู้ของบุคคลหนึ่งไปยังคนอื่นๆที่ต้องการรับความรู้นั้น
        เนื่องจาก เราสามารถรับความรู้ที่บันทึกอยู่ในทรัพยากรสารสนเทศได้หลายลักษณะ ไม่ว่าจะเป็นข้อความ ภาพ และเสียง ดังนั้นเราจึงแบ่งทรัพยากรสารสนเทศได้ 3 ประเภทดังนี้ 
   1. ทรัพยากรตีพิมพ์ /สื่อสิ่งพิมพ์ หมายถึง สารสนเทศที่บันทึกในสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อกระดาษ ผ่านกระบวนการพิมพ์ เช่น หนังสือ/ตำรา วิทยานิพนธ์  รายงานการวิจัย สิ่งพิมพ์รัฐบาล นวนิยาย เรื่องสั้น วารสาร นิตยสาร หนังสือพิมพ์ เป็นต้น

         1.1 ทางด้านวิชาการ  สารคดีและบันเทิงคดี  ให้เนื้อหาที่จบบริบูรณ์ในเล่มเดียวหรือหลายเล่มที่เรียกว่าหนังสือชุด   
ประเภทของหนังสือจัดแยกตามลักษณะเนื้อหา 
               1) หนังสือวิชาการหรือหนังสือตำรา (text book)  หมายถึงหนังสือที่ให้ความรู้ในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง  โดยผู้แต่งที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขาวิชา การนำเสนอเนื้อหามักใช้คำศัพท์เฉพาะทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง มีภาพประกอบ  ตาราง  แผนภูมิ  แผนที่  แผนผัง   เพื่อการอธิบายเรื่องราวให้ละเอียดชัดเจน
               2) หนังสือสารคดี   หมายถึงหนังสือที่นำเสนอเรื่องราวกึ่งวิชาการเพื่อความเพลิดเพลินในการอ่าน   และหลีกเลี่ยงการใช้คำศัพท์เฉพาะทางวิชาการเพื่อให้เข้าใจเนื้อหาสาระได้โดยง่าย  เช่น หนังสือนำเที่ยว เป็นต้น
               3) หนังสือแบบเรียน    หมายถึงหนังสือที่จัดทำขึ้นตามหลักสูตรรายวิชาเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนของนักเรียนนักศึกษาในระดับต่าง ๆ   นำเสนอเนื้อหาตามข้อกำหนดในหลักสูตร  ต่างจากหนังสือตำราทั่วไปที่มีคำถามท้ายบทเพื่อให้ผู้เรียนได้ประเมินผลการเรียนและทบทวนบทเรียน
               4) หนังสืออ้างอิง (reference books)  หมายถึงหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวข้อเท็จจริงในสาขาวิชาต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้า  เช่น  หนังสือสารานุกรม   พจนานุกรม  นามานุกรม  หนังสืออ้างอิงชีวประวัติ   หนังสืออ้างอิงภูมิศาสตร์  หนังสือรายปี  หนังสือบรรณานุกรม  หนังสือดัชนีและสาระสังเขป   และหนังสือคู่มือ  เป็นต้น  โดยทั่วไปทางห้องสมุดจะจัดแยกหนังสืออ้างอิงออกจากหนังสือทั่วไป  เพื่อความสะดวกในการเข้าถึงสารสนเทศที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว  และมักจะไม่ให้ยืมออกจากห้องสมุด  ทั้งนี้เพราะผู้ค้นคว้าต้องการคำตอบในปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยไม่จำเป็นต้องอ่านตลอดเล่ม  และเพื่อให้สามารถเรียกใช้ได้ตลอดเวลา
               5) วิทยานิพนธ์หรือปริญญานิพนธ์ (thesis or dissertation)    เป็นรายงานผลการค้นคว้าวิจัยเพื่อขอรับปริญญาตามหลักสูตรในระดับปริญญาโท (thesis) และ ปริญญาเอก  (dissertation)  เนื่องจากเป็นรายงานผลการค้นพบสาระความรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ ที่ได้จากการสำรวจ  ทดลอง  วิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างเป็นระบบภายใต้การให้คำปรึกษาจากอาจารย์ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาต่าง ๆ    จึงเหมาะสำหรับการใช้เป็นข้อมูลประกอบการเขียนเอกสารตำราวิชาการ หรือรายงานภาคนิพนธ์
               6) รายงานการวิจัย (research report)   เสนอสารสนเทศที่เป็นผลผลิตจากการศึกษา  ค้นคว้าวิจัย- เนื้อหามักประกอบด้วย ชื่อเรื่อง ข้อความเกี่ยวกับ  ผู้เขียน สาระสังเขป บทนำ วัตถุประสงค์ ขอบเขต  และวิธีดำเนินการวิจัย ผลการวิจัย บทสรุป และ  รายการอ้างอิง
               7) รายงานการประชุมทางวิชาการ   (proceedings)  ให้สารสนเทศที่ได้จากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง  ซึ่งอาจเป็นข้อสรุปในการแก้ปัญหา   ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความรู้ใหม่ที่ค้นพบ  หรือข้อตกลงในแผนงานหรือนโยบายใหม่  ที่นักวิชาการนำเสนอในการประชุมทางวิชาการหรือวิชาชีพ
               8) นวนิยายและเรื่องสั้น (short story collection) เป็นหนังสือที่แต่งขึ้นตามจินตนาการ  เน้นความสนุกความเพลิดเพลิน  และความซาบซึ้งในอรรถรสวรรณกรรม    สารสนเทศจากนวนิยายนำมาใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงข้อเท็จจริงไม่ได้
         1.2 วารสารและนิตยสาร
               วารสารและนิตยสารมาจากคำในภาษาอังกฤษ 3 คำ คือ Magazine, Journal และ Periodical มีความหมายแตกต่างกันตามลักษณะเนื้อหาที่นำเสนอ  Magazine  หรือเรียกว่า นิตยสารมักจะเน้นเนื้อหาทางด้านบันเทิงคดี     Journal หรือเรียกว่า วารสารจะเน้นเนื้อหาทางวิชาการ  ส่วนคำว่า Periodical  หมายถึงสิ่งพิมพ์ที่ออกเป็นวาระ มีความหมายรวมทั้ง  Magazine และ Journal  เช่นเดียวกับคำว่า วารสารในภาษาไทยที่มีความหมายรวมถึงสิ่งพิมพ์ที่ออกเป็นวาระ มีความหมายรวมทั้งนิตยสารและวารสาร
               วารสารเป็นสิ่งพิมพ์ที่ออกตามกำหนดระยะเวลาอย่างสม่ำเสมอ   เช่น  รายสัปดาห์  รายปักษ์ (สองสัปดาห์)  หรือรายเดือน    ให้สารสนเทศในรูปแบบ บทความ”  จากผู้แต่งหลายคน   เนื้อหาสาระอาจเป็นเรื่องในสาขาวิชาเดียวกัน หรือรวมเรื่อง    ซึ่งอาจแบ่งประเภทวารสารตามลักษณะเนื้อหาเป็น 3 ประเภท
               1) วารสารวิชาการ (journals or periodicals)   เช่น  ราชภัฏกรุงเก่า/  จุฬาลงกรณ์รีวิว/  วารสารวิจัย/   วารสารราชบัณฑิตยสถาน/   พัฒนาชุมชน/  วารสารกฎหมายเพื่อชีวิต/  Journal of Science, Technology and Humanities/   Journal of Teacher Education /   Educational Research/   ASEAN  Journal on Science เป็นต้น
               2) วารสารทั่วไปหรือนิตยสาร (magazine)  เช่น   เที่ยวรอบโลก /  สารคดี/   สมุนไพรเพื่อชีวิต/  รักลูก/   สกุลไทย/   หญิงไทย/   สร้างเงินสร้างงาน/  สานแสงอรุณ/   ไฮ-คลาส/   ต่วยตูนพิเศษ/   National Geographic/   Discover/   Reader’s Digest  เป็นต้น
               3) วารสารข่าวหรือวิจารณ์ข่าว (news magazine)  เช่น  มติชนสุดสัปดาห์/  สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์/   เอกสารข่าวรัฐสภา/   Time/   Newsweek/  AsiaNews

         1.3 หนังสือพิมพ์(newspaper) เป็นสิ่งพิมพ์ที่ออกตามระยะเวลาที่กำหนด อาจเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายปักษ์ แต่ส่วนใหญ่จะพิมพ์เผยแพร่เป็นรายวัน
              ประเภทของหนังสือพิมพ์อาจจัดแยกตามลักษณะการนำเสนอเนื้อหาออกเป็น ประเภทคือ  หนังสือพิมพ์ปริมาณ  และหนังสือพิมพ์คุณภาพ
              หนังสือพิมพ์ปริมาณจะเน้นการเสนอเนื้อหาและวิธีการเขียนที่เร้าอารมณ์  ชวนอ่าน  ข่าวส่วนใหญ่จะเป็น  “ข่าวอ่อน”  (soft news)  เช่น ข่าวอุบัติเหตุ  ข่าวสังคม  ข่าวอาชญากรรม  ข่าวบันเทิง   ข่าวกีฬา  เป็นต้น
              หนังสือพิมพ์คุณภาพจะเน้นเสนอเนื้อหาที่ให้รายละเอียดตามข้อเท็จจริง  วิธีการเขียนจะไม่เร้าอารมณ์เหมือนหนังสือพิมพ์ปริมาณ   ข่าวส่วนใหญ่จะเป็น  “ข่าวแข็ง”  (hard news)   เช่น  ข่าวเศรษฐกิจ  ข่าวการเมือง  ข่าวต่างประเทศ  ข่าวการศึกษา  ข่าวศิลปะวัฒนธรรม  เป็นต้น
              หนังสือพิมพ์บางประเภทนำเสนอข่าวเฉพาะเรื่องเช่นข่าวธุรกิจ  ได้แก่หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ  ฐานเศรษฐกิจ  ข่าวพาณิชย์  ฯลฯ   หรือเสนอเฉพาะข่าวกีฬาได้แก่  โลกกีฬา   สยามกีฬา  ฯลฯ   หรือเสนอข่าวการศึกษาและการจัดหางานได้แก่  วัฏจักรการศึกษา  แรงงานไทย  ตลาดแรงงานตลาดบันเทิง  ฯลฯ  ซึ่งหนังสือพิมพ์เฉพาะเรื่องจะออกเป็นรายสัปดาห์มากกว่ารายวัน
หนังสือพิมพ์และวารสารแตกต่างกันที่วิธีการนำเสนอเนื้อหา    วารสารจะนำเสนอเรื่องราวสาระในรูปบทความเช่น   บทความทางวิชาการ หรือสารคดี    และหากเป็นวารสารข่าวจะนำเสนอในลักษณะการนำข่าวที่เกิดขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์    ส่วนหนังสือพิมพ์จะนำเสนอข่าวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสด ๆ ในชีวิตประจำวัน
         1.3 จุลสาร (pamphlets) คือสิ่งพิมพ์ที่มีขนาดเล็ก  ปกอ่อน  ความหนาอยู่ระหว่าง  2 – 60 หน้า  เป็นสิ่งพิมพ์ที่หน่วยงานราชการ องค์การ บริษัท ห้างร้าน สถาบัน สมาคมและหน่วยงานต่าง ๆ จัดพิมพ์เผยแพร่เรื่องราว ความรู้สั้น ๆ   เนื้อหาทันสมัย อ่านเข้าใจง่าย   แม้จะให้รายละเอียดไม่มากนัก แต่ใช้สำหรับค้นคว้าเพิ่มเติมและอ้างอิงได้
         1.4 กฤตภาค (clipping) เป็นวัสดุตีพิมพ์ที่เกิดจากการเลือกและจัดเก็บ บทความที่น่าสนใจจากหนังสือพิมพ์หรือวารสารฉบับล่วงเวลา  ซึ่งอาจเป็นข่าว  บทความวิชาการหรือรูปภาพ  เรื่องใดเรื่องหนึ่งเฉพาะเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาหาความรู้
         1.5 สิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษ หมายถึงสิ่งพิมพ์ที่มีความพิเศษที่แตกต่างจากสิ่งพิมพ์ทั่วไป ทางด้านลักษณะรูปทรง วัสดุที่ใช้ในการบันทึก  และการนำเสนอเนื้อหาสารสนเทศในลักษณะพิเศษเฉพาะเจาะจง   สิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษที่จัดให้บริการในห้องสมุดและสถาบันบริการสารสนเทศ
                1) เอกสารสิทธิบัตร (patents) ให้สารสนเทศเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการประดิษฐ์และการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ   ประกอบด้วยรายละเอียด 3 ส่วน คือรายละเอียดทางบรรณานุกรม   การประดิษฐ์  และรายละเอียดการขอถือสิทธิบัตร
                2) เอกสารมาตรฐาน (Standards)  เป็นเอกสารที่ระบุข้อกำหนดหรือเกณฑ์ที่ใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงคุณภาพ ความเหมาะสม ความปลอดภัย หรือคุณค่าของสิ่งของ เครื่องมือ และวิธีการปฏิบัติ ที่เป็นมาตรฐาน     เอกสารประเภทนี้สามารถนำไปใช้เป็นเอกสารอ้างอิงในการกำหนดระเบียบ คู่มือ  หรือใช้เป็นข้อบังคับในทางกฎหมายได้   เอกสารมาตรฐานประกอบด้วยสารสนเทศ 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นเนื้อหามาตรฐานและส่วนข้อมูลเพิ่มเติม
                 ส่วนเนื้อหามาตรฐานประกอบด้วย  บทนิยาม   สัญลักษณ์และตัวย่อ   คุณลักษณะที่ต้องการ (requirements)   การชักตัวอย่าง (sampling)  วิธีทดสอบ (test methods)  การแบ่งประเภท(classification) การเรียกชื่อขนาด(designation)  การทำเครื่องหมาย ฉลาก การบรรจุหีบห่อ   ผนวกของเนื้อหามาตรฐาน
                แหล่งบริการเอกสารมาตรฐานได้แก่  องค์การค้าระหว่างประเทศ เช่น ไอเอสโอ (International Organization for Standardization – ISO)   องค์การมาตรฐานภูมิภาค เช่น มาตรฐานยุโรป หรือ อีเอ็น (Europaische Norm – EN)  สำหรับเอกสารมาตรฐานของไทยติดต่อขอใช้บริการได้ที่   สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม   (สมอ.)  กระทรวงอุตสาหกรรม 

                3) แผนภูมิ (charts) ให้สารสนเทศที่แสดงความสัมพันธ์ของเรื่องราวหรือแนวคิด โดยใช้ภาพ สัญลักษณ์ ตัวเลข และตัวหนังสือ ประกอบกัน
                4) แผนภาพ (diagrams) ให้สารสนเทศที่แสดงโครงสร้าง และความสัมพันธ์ภายในโครงสร้างของวัตถุหรือกระบวนการ โดยใช้ลายเส้นและสัญลักษณ์แสดง มีคำบรรยายประกอบ
                5) แผนที่ (maps) ให้สารสนเทศเกี่ยวกับลักษณะของพื้นผิวโลก และสภาพภูมิอากาศ โดยใช้ภาพ เส้น สี และสัญลักษณ์แสดง มีทั้งที่เป็นแผ่น และเย็บเล่ม (atlases)


2. ทรัพยากรไม่ตีพิมพ์ /สื่อไม่สิ่งพิมพ์ 
    วัสดุไม่ตีพิมพ์ หมายถึง สารสนเทศที่บันทึกไว้ในสื่อต่างๆ ที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการตีพิมพ์ และส่วนใหญ่ไม่จัดทำเป็นรูปเล่ม

     2.1 ต้นฉบับตัวเขียน (manuscript) คือ ทรัพยากรสารสนเทศที่จัดทำขึ้น โดยใช้ลายมือเขียน ได้แก่ หนังสือที่จัดทำในสมัยโบราณก่อนที่จะมีการพิมพ์ โดยใช้การจาร หรือสลักลงบนวัสดุต่างๆ เช่น สมุดข่อย ใบลาน แผ่นปาปิรัส (papyrus) แผ่นดินเหนียว แผ่นหนัง ศิลาจารึก เป็นต้น ซึ่งรวมถึงต้นฉบับของผู้เขียนที่อาจเป็นลายมือเขียนหรือเป็นฉบับพิมพ์ ทั้งพิมพ์ด้วยพิมพ์ดีดและเครื่องคอมพิวเตอร์
     2.2 โสตวัสดุ (audio materials) คือ วัสดุสารสนเทศที่ใช้เสียงเป็นสื่อในการถ่ายทอดสารสนเทศ   เช่น เทปบันทึกเสียง แผ่นเสียง
     2.3 ทัศนวัสดุ (visual materials) คือ วัสดุสารสนเทศที่ต้องใช้สายตาเป็นสื่อในการรับรู้สารสนเทศโดยการดู อาจดูโดยตาเปล่าหรือใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์สำหรับฉายประกอบ  เช่น รูปภาพ หุ่นจำลอง ลูกโลก แผนที่ สไลด์
     2.4 โสตทัศนวัสดุ (audiovisual materials) เป็นวัสดุสารสนเทศ ที่ถ่ายทอดโดย การใช้ทั้งภาพและเสียงประกอบกัน   เช่น ม้วนวีดิทัศน์ แผ่นวีดิทัศน์(ซีดี ดีวีดี)
     2.5 วัสดุย่อส่วน (microforms) เป็นวัสดุสารสนเทศที่ใช้เทคนิคการถ่ายภาพย่อส่วน จากของจริงลงบนแผ่นฟิล์มหรือวัสดุที่ใช้บันทึกภาพ ประโยชน์ที่ได้คือ เพื่อประหยัดเนื้อที่ในการจัดเก็บ เมื่อต้องการใช้สารสนเทศ จะต้องนำฟิล์มย่อส่วนนั้นมาเข้าเครื่องอ่าน จึงจะสามารถอ่านได้ และถ้าต้องการทำสำเนาเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ ต้องมีเครื่องพิมพ์ หรือเครื่องทำสำเนาภาพจากวัสดุย่อส่วนด้วย


3. ทรัพยากรอิเล็กทรอนิกส์
    ทรัพยากรอิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง ทรัพยากรสารสนเทศที่จัดเก็บสารสนเทศในรูปข้อความ อักษร ภาพ และเสียงไว้โดยการแปลงสารสนเทศให้เป็นสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะต้องมีเครื่องมือสำหรับจัดเก็บและแสดงผลออกมา โดยการแปลงสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นสัญญาณภาพและเสียง
    ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์  หมายถึง สารสนเทศที่จัดเก็บไว้ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีชุดคำสั่งระบบจัดการฐานข้อมูล ทำหน้าที่ควบคุมการจัดการและการใช้ฐานข้อมูล แบ่งตามลักษณะการใช้งานแบ่งได้ 2 ประเภทคือ ฐานข้อมูลออฟไลน์ และฐานข้อมูลออนไลน์  แบ่งตามเนื้อหาสารสนเทศที่ให้บริการแบ่งได้เป็น ฐานข้อมูลบรรณานุกรม(bibliography) บทคัดย่อ(abstract) และฐานข้อมูลฉบับเต็ม(full text)


การเลือกใช้ทรัพยากรสารสนเทศ
   1. มีความสอดคล้องกับลักษณะของเนื้อหาสารสนเทศที่ต้องการ

ถ้าต้องการสารสนเทศเฉพาะวิชา ควรเลือกใช้ทรัพยากรสารสนเทศ ประเภทหนังสืออ้างอิง ตำราและ วารสารวิชาการ มากกว่าประเภทหนังสือทั่วไป และนิตยสาร (Magazine)
หากต้องการสารสนเทศที่แสดงความสัมพันธ์ของเรื่องราวอย่างชัดเจน ควรเลือกใช้ทรัพยากรสารสนเทศที่เป็นภาพเคลื่อนไหวเช่น วีดิทัศน์ วีซีดีหรือ ดีวีดี เป็นต้น
หากต้องการฟังการบรรยาย เพลง ดนตรี ควรเลือกใช้ทรัพยากรสารสนเทศที่มีบันทึกเสียง เช่น เทป ซีดี หรือ วีซีดี เป็นต้น

   2. การพิจารณาความน่าเชื่อถือในตัวทรัพยากร พิจารณาจากชื่อเสียง ประสบการณ์หรือคุณวุฒิของ ผู้แต่ง สำนักพิมพ์หรือผู้ผลิตทรัพยากรสารสนเทศ
  3. ความสะดวกในการใช้งาน  ทรัพยากรประเภทตีพิมพ์จะสามารถนำมาใช้งานได้ง่ายกว่าทรัพยากรประเภทไม่ตีพิมพ์ หรือทรัพยากรอิเล็กทรอนิกส์ เพราะสามารถใช้งานได้ทันที ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ในการแสดงผลเหมือนกับทรัพยากรประเภทไม่ตีพิมพ์หรือ ทรัพยากรอิเล็กทรอนิกส์
    4. ความทันสมัยของเนื้อหา  พิจารณาจากเนื้อหาว่า เนื้อหาสารสนเทศที่ต้องการนั้นจำเป็นต้องเลือกใช้ทรัพยากรสารสนเทศที่รวดเร็ว ทันสมัยหรือไม่

2 ความคิดเห็น: